การพัฒนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย : วิเคราะห์ตามแนวทางกฎหมายในช่วงสามทศวรรษ

By admin_grad, 21/04/2010 9:05 am

ยืนหยัด ใจสมุทร

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เป็นการศึกษาการพัฒนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตามแนวทางกฏหมายในช่วงสามทศวรรษ เนื่องจากการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะคือ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้าง หรือจัดให้มีด้วยวิธีการใดๆ ตลอดจนบำรุงรักษาทางพิเศษ จัดดำเนินการหรือควบคุมธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งโดยรถรางเดียว และรถใต้ดิน และดำเนินงานต่างๆ เกี่ยวกับทางพิเศษ การพัฒนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จึงอาจกระทำตามแนวทางกฎหมายได้อีกแนวทางหนึ่ง นอกเหนือจากแนวทางอื่น โดยการวิเคราะห์บทบัญญัติประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว ที่เป็นอุปสรรคหรือเอื้อต่อการพัฒนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว

จากการศึกษาพบว่า แม้ว่าการดำเนินงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาสามทศวรรษจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจก็ตาม แต่เนื่องจาก เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการที่เน้นการปฏิบัติตามกฏหมาย และกฎข้อบังคับเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้การดำเนินงานไม่มีความคล่องตัวในเชิงธุรกิจ เพราะต้องประสบปัญหาจากการปฏิบัติงานตามกฏหมาย และข้อบังคับอยู่เสมอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ที่ต้องการความฉับไวในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบัญญัติของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 นั้น นอกจากจะมีความล้าหลังอยู่ในตัวเอง เนื่องจากใช้บังคับมานานร่วม 30 ปีแล้ว ยังมีบทบัญญัติอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ มีบางประเด็นที่ไม่มีความยืดหยุ่นและขาดความคล่องตัวในการดำเนินงาน เชิงธุรกิจ และบางประเด็นมีความไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

การแก้ไขปรับปรุงประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 โดยตรากฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาแทนให้มีความสอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับ กรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และให้มีบทบัญญัติที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างเต็มที่ นอกจากจะทำให้เกิดประสิทธิผลในการดำเนินงาน และเพิ่มศักยภาพในการจัดหารายได้ เพื่อเลี้ยงตนเองโดยไม่พึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ยังเป็นการสอดคล้องกับแผนปฏิรูปการบริหารภาครัฐที่เน้นผลสัมฤทธิ์ ของงานคือผลผลิต และผลลัพธ์มากกว่าเน้นกระบวนการทำงาน คือกฎหมายและกฎข้อบังคับต่างๆ

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าการพัฒนารัฐวิสาหกิจทั้งระบบ โดยการจัดตั้งบรรษัทบริหารรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ จะมีผลต่อการบริหารรัฐวิสาหกิจ ทั้งระบบ ในลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจในการกำหนดนโยบายรัฐวิสาหกิจไว้ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจ ทั้งระบบในด้านต่างๆ ทั้งด้านบวกและด้านลบ และหากจะเกิดผลกระทบในด้านบวกมากกว่า ก็น่าเชื่อว่าการพัฒนารัฐวิสาหกิจทั้งระบบจะเกิดผลดี และควรมี การผลักดันให้มีการดำเนินการ โดยด่วนตามแนวทางจัดตั้งบรรษัทบริหารรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ

* รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต รุ่น 5/2 ปีการศึกษา 2544 โดยมี ผศ.ดร.อำนวย สุวรรณกิจบริหาร รศ.ดร.ปิยะนุช เงินคล้าย และ ดร.ชวลิต หมื่นนุช เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์